เรื่อง ตี๋เหรินเจี๋ย ปริศนาพลิกฟ้า 4 จตุรเทพ ตอนที่5

5. ประวัติศาสตร์คนใหม่ของแฟรนไชส์ภาพยนตร์แอ็กชั่น
ตลอดประวัติศาสตร์ของภาพยนตร์จีน เราจะคิดว่ามีวีรบุรุษเพียงไม่กี่คนในประวัติศาสตร์ที่เปลี่ยนเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้กำกับชื่อดังคนไม่ใช่น้อยต้องกลับไปเล่าเรื่องของพวกเขาหลายต่อหลายครั้ง อย่างเช่น หวง เฟยหง, ฟงไสหยก และยิปมัน วีรบุรุษอย่าง หวง เฟยหง ได้ปรากฎตัวในภาพยนตร์มากกว่า 100 เรื่องรวมทั้งภาพยนตร์คลาสสิกเรื่อง Once Upon a Time in China ของผู้กำกับฉีเคอะ (Tsui Hark) ที่สร้างภาพยนตร์อัตชีวประวัติของเขาในปี 1990
นักสืบตี๋เหรินเจี๋ย ได้ถูกนำไปเล่าในแบบนิยาย และในซีรีส์โทรทัศน์ในหลายประเทศทั่วโลก เคยแม้แต่ได้รับบทโดยดาราหนังชาวอังกฤษ และชาวอเมริกันในจอทีวีตั้งแต่ปี 1960 และ 1970 อย่างไรก็ตามภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องของตี๋เหรินเจี๋ย ที่พึ่งมีโอกาสได้สร้างเป็นภาพเคลื่อนไหวบนจอใหญ่ในภาพยนตร์เรื่อง “Blood Stains on the Screen” ของผู้กำกับ จ้าง ชีชาง (Zhang Qicang) ในปี 1986 โดยหน้าที่ของตี๋เหรินเจี๋ย รับบทโดยดาราชาวจีนซุน จงเลี้ยง (Sun Zhongliang)
ผู้กำกับฉีเคอะ (Tsui Hark) ได้ตั้งอกตั้งใจที่จะพัฒนาแฟรนไชส์ภาพยนตร์แอ็คชั่นฮีโร่นักบู๊บทใหม่ด้วยการสร้างตัวละคร นักสืบตี๋เหรินเจี๋ย ขึ้นใหม่ ซึ่งแปลงเป็นตัวละครที่ผู้ชมยุคใหม่ให้ความสนใจ ในระดับเดียวกับตัวละครฮีโร่แอ็คชั่นคลาสสิกอย่าง หวง เฟยหง, ฟง ไสหยก และยิปมัน ตัวละคร ตี๋เหรินเจี๋ย เองนั้นมีตัวตนจริงอยู่ในประวัติศาสตร์จีน ศตวรรษที่ 7 แต่ไม่เคยมีใครมองเขาเป็นนักบู๊อย่างงี้มาก่อน
เรื่องราวของ นักสืบตี๋เหรินเจี๋ยในแบบของ ผู้กำกับฉีเคอะ (Tsui Hark) วางโครงมาจากสุภาพบุรุษที่มีความรู้และอาศัยอยู่ในยุคเฟื่องฟูของวัฒนธรรมจีนในยุคของราชวงศ์ถัง หน้าที่ของเขาในภาพยนตร์ไม่ได้วางให้ ตี๋เหรินเจี๋ย เป็นมนุษย์ที่เก่งไปหมด อาทิ เกร็ดเล็กๆ ที่ว่า ตี๋เหรินเจี๋ย ว่ายน้ำไม่ได้ แต่ ตี๋เหรินเจี๋ย ในเรื่องนี้ทั้งหล่อ มีความมั่นใจสูง แหลมคมทางความคิด เจ้าเสน่ห์ โลกทัศน์กว้าง จินตนาการเป็นเลิศ และควบคุมอารมณ์ได้ดี แต่เต็มไปด้วยความตลกแบบร้ายกาจ
ทีมงาน
1.ผู้กำกับ ฉีเคอะ (Tsui Hark)
ฉีเคอะ (Tsui Hark) เกิดที่ประเทศเวียดนามเมื่อปี 1950 โดยทั้งบิดาและมารดาของเขาต่างเป็นชาวจีนอพยพ เขาเริ่มสนใจโลกภาพยนตร์ตั้งแต่ยังเด็ก ฉีเคอะ เริ่มถ่ายภาพยนตร์ด้วยกล้องฟิล์ม 8 มม. สุดคลาสสิกตั้งแต่ตอนที่อายุเพียง 10 ขวบ เขากับครอบครัวได้ย้ายไปอยู่ที่ประเทศฮ่องกง ตอนเขาอายุได้ 13 ปี เขาได้เดินทางไปศึกษาต่อที่รัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา และได้เริ่มทำงานที่เมืองนิวยอร์ค ก่อนที่จะเดินทางกลับฮ่องกงในปี 1977 เพื่อให้ทำงานกับสถานีโทรทัศน์ชื่อดังอย่าง TVB
ฉีเคอะ เปิดตัวด้วยผลงานในฐานะผู้กำกับอย่างน่าจดจำในปี 1979 กับภาพยนตร์เรื่อง The Butterfly Murders กับบริษัท Seasonal Film Corp ของ อึ้ง ซี-ยวน (Ng See-yuen) ฉีเคอะ เป็นผู้กำกับที่เต็มไปด้วยแรงผลักดันในการพัฒนาขอบเขตของภาพยนตร์ซึ่งเห็นได้จากเทคนิคพิเศษที่น่าตื่นตาในผลงานของเขา ในปี 1983 ภาพยนตร์ของเขาเรื่อง “Zu: Warriors from the Magic Mountain” แสดงให้เห็นถึงความพยายามถึงขนาดต้องดึงตัวผู้เชียวชาญด้านเทคนิคพิเศษ และสตั๊นแมนจากฮอลลีวูด เผ่านาร่วมในการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้

พี่เสือและดอกไม้

นานแสนนานมาแล้ว ยังมีลูกเสือตัวหนึ่งอาศัยอยู่ตามลำพังในป่าลึกที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งเวทมนตร์

ลูกเสือตัวนี้มีชื่อว่า ‘เสือน้อย’ มันเป็นลูกเสือที่สืบเชื้อสายมาจากเผ่าพันธุ์เสือสมิงในตำนาน ด้วยเหตุนี้ เสือน้อยจึงแปลงกายเป็นอะไรก็ได้ตามใจปรารถนา

วันหนึ่ง ในขณะที่เสือน้อยกำลังฝึกแปลงกายเพื่อให้คลายเหงา จู่ ๆ สายลมก็พัดเอากลิ่นหอมของเด็กผู้หญิงล่องลอยมาสัมผัสกับจมูกที่แสนว่องไวของมัน เสือน้อยหยุดการฝึกแปลงกายลงชั่วขณะ จากนั้น มันก็ค่อย ๆ ย่องไปแอบมองเจ้าของกลิ่นหอมอ่อน ๆ ซึ่งกำลังนอนหลับตาพริ้มอยู่ที่กลางทุ่งหญ้า

เมื่อได้เห็นหน้า…เสือน้อยก็รู้สึกถูกชะตากับเด็กผู้หญิงเจ้าของกลิ่นหอมอย่างแปลก เสือน้อยอยากหาทางผูกมิตรและขอสมัครเป็นพี่ชายของเด็กผู้หญิงคนนั้นโดยที่ตัวมันเองก็ไม่เข้าใจถึงเหตุผล แต่ด้วยความที่เสือน้อยเกรงว่าเด็กหญิงจะตกอกตกใจเมื่อเห็นเสือสมิงอย่างมันเดินเข้าไปหา เสือน้อยจึงตัดสินใจแปลงกายเป็นเด็กผู้ชายใจดี แล้วเก็บดอกไม้หลากสีตรงรี่เข้าไปทักทายน้องสาวที่เขาใฝ่ฝัน

เมื่อเด็กหญิงตัวน้อยเห็นเด็กชายแปลกหน้านำดอกไม้มามอบให้ แม้ในตอนแรกคุณจะแปลกใจอยู่บ้าง แต่เมื่อเวลาผ่านไป กลิ่นหอมของดอกไม้ก็ทำให้มิตรภาพของเด็กหญิงและเด็กชายเบ่งบานขึ้นได้อย่างน่าอัศจรรย์ ในที่สุด คู่หูคู่ใหม่ที่รักใคร่กลมเกลียวกันอย่างกับเป็นพี่น้องร่วมสายเลือดก็ถือกำเนิดขึ้นในทุ่งหญ้าที่แสนกว้างใหญ่ไพศาล

หลังจากวันนั้น เด็กน้อยทั้งสองคนก็หาเรื่องเล่นสนุกกันได้ทุกวันไม่มีเบื่อ บางครั้ง…พี่ชายจะชวนน้องสาวขี่ม้าก้านกล้วยไปตกปลากันที่ท้ายทุ่ง บางคราว…น้องสาวก็จะชวนพี่ชายให้เก็บใบไม้เพื่อให้นำมาเล่นขายของกันอย่างเป็นสุข เด็กทั้งสองคนจะเล่นสนุกกันจวบจนดวงตะวันคล้อยต่ำ หลังจากนั้น พี่ชายก็จะอำลาน้องสาวแล้วเดินเข้าป่าพร้อมกับหายตัวไปอย่างลึกลับ

อยู่มาวันหนึ่ง น้องสาวนึกสงสัยว่าบ้านของพี่ชายอยู่ที่ไหน เมื่อพี่ชายโบกมืออำลา น้องสาวจึงสะสมความกล้า แล้วแอบสะกดรอยตามพี่ชายเข้าไปในป่าอย่างระแวดระวัง
เมื่อเด็กหญิงตัวน้อยเห็นเด็กชายแปลกหน้านำดอกไม้มามอบให้ แม้ในตอนแรกคุณจะแปลกใจอยู่บ้าง แต่เมื่อเวลาผ่านไป กลิ่นหอมของดอกไม้ก็ทำให้มิตรภาพของเด็กหญิงและเด็กชายเบ่งบานขึ้นได้อย่างน่าอัศจรรย์ ในที่สุด คู่หูคู่ใหม่ที่รักใคร่กลมเกลียวกันอย่างกับเป็นพี่น้องร่วมสายเลือดก็ถือกำเนิดขึ้นในทุ่งหญ้าที่แสนกว้างใหญ่ไพศาล

หลังจากวันนั้น เด็กน้อยทั้งสองคนก็หาเรื่องเล่นสนุกกันได้ทุกวันไม่มีเบื่อ บางครั้ง…พี่ชายจะชวนน้องสาวขี่ม้าก้านกล้วยไปตกปลากันที่ท้ายทุ่ง บางคราว…น้องสาวก็จะชวนพี่ชายให้เก็บใบไม้เพื่อให้นำมาเล่นขายของกันอย่างเป็นสุข เด็กทั้งสองคนจะเล่นสนุกกันจวบจนดวงตะวันคล้อยต่ำ หลังจากนั้น พี่ชายก็จะอำลาน้องสาวแล้วเดินเข้าป่าพร้อมกับหายตัวไปอย่างลึกลับ

อยู่มาวันหนึ่ง น้องสาวนึกสงสัยว่าบ้านของพี่ชายอยู่ที่ไหน เมื่อพี่ชายโบกมืออำลา น้องสาวจึงสะสมความกล้า แล้วแอบสะกดรอยตามพี่ชายเข้าไปในป่าอย่างระแวดระวัง
เมื่อเด็กหญิงตัวน้อยเห็นเด็กชายแปลกหน้านำดอกไม้มามอบให้ แม้ในตอนแรกคุณจะแปลกใจอยู่บ้าง แต่เมื่อเวลาผ่านไป กลิ่นหอมของดอกไม้ก็ทำให้มิตรภาพของเด็กหญิงและเด็กชายเบ่งบานขึ้นได้อย่างน่าอัศจรรย์ ในที่สุด คู่หูคู่ใหม่ที่รักใคร่กลมเกลียวกันอย่างกับเป็นพี่น้องร่วมสายเลือดก็ถือกำเนิดขึ้นในทุ่งหญ้าที่แสนกว้างใหญ่ไพศาล

หลังจากวันนั้น เด็กน้อยทั้งสองคนก็หาเรื่องเล่นสนุกกันได้ทุกวันไม่มีเบื่อ บางครั้ง…พี่ชายจะชวนน้องสาวขี่ม้าก้านกล้วยไปตกปลากันที่ท้ายทุ่ง บางคราว…น้องสาวก็จะชวนพี่ชายให้เก็บใบไม้เพื่อให้นำมาเล่นขายของกันอย่างเป็นสุข เด็กทั้งสองคนจะเล่นสนุกกันจวบจนดวงตะวันคล้อยต่ำ หลังจากนั้น พี่ชายก็จะอำลาน้องสาวแล้วเดินเข้าป่าพร้อมกับหายตัวไปอย่างลึกลับ

อยู่มาวันหนึ่ง น้องสาวนึกสงสัยว่าบ้านของพี่ชายอยู่ที่ไหน เมื่อพี่ชายโบกมืออำลา น้องสาวจึงสะสมความกล้า แล้วแอบสะกดรอยตามพี่ชายเข้าไปในป่าอย่างระแวดระวัง

ท่ามกลางความเงียบสงัดในป่าแห่งนั้น เสือน้อยไม่รู้เลยว่าน้องสาวแอบสะกดรอยตามมันมาห่าง ๆ และด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์นี้เอง เมื่อถึงที่เหมาะ ๆ เสือน้อยจึงร่ายคาถาคืนร่างกลับแปลงเป็นเสือสมิงดังเช่นทุกวัน

เมื่อน้องสาวเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น เด็กหญิงตัวน้อยก็เผลอส่งเสียงร้องและวิ่งจากไปด้วยความตระหนกตกใจเป็นที่สุด ความลับของเสือน้อยเปิดเผยออกมาโดยที่มันไม่ทันได้ตั้งตัว เสือน้อยตกอกตกใจจนแทบจะทำอะไรไม่ถูก แต่เมื่อมันตั้งสติได้ มันก็บอกกับตัวเองทันทีว่า มันคงไม่อาจสู้หน้าน้องสาวสุดที่รักต่อไปได้อีกแล้ว

ในคืนนั้น เสือน้อยเฝ้าครุ่นนึกถึงน้องสาวจนนอนไม่หลับ มันรู้สึกผิดที่หลอกลวงและทำให้น้องสาวเสียขวัญ เสือน้อยคิดว่ามันควรจะทำอะไรสักอย่างเพื่อให้เป็นการไถ่โทษ ด้วยเหตุนี้ มันจึงลุกขึ้นจากที่นอน แล้วมุ่งหน้าตรงไปยังทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่เพื่อให้แสดงการขอโทษต่อน้องสาวที่มันรัก

ระหว่างทาง เสือน้อยแวะเก็บก้อนหินสีสวย โดยหวังจะนำเอาก้อนหินมาเรียงต่อกันบนท้องทุ่งกว้าง เพื่อให้แสดงความรู้สึกของพี่ชายที่อยากบอกกับน้องสาวเป็นครั้งสุดท้ายว่า มันรู้สึกผิดและต้องการจะขอโทษน้องสาวมากสักเพียงใด

ณ ทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่ เสือน้อยบรรจงเรียงก้อนหินทีละก้อนเป็นคำว่าขอโทษ โดยมันตั้งอกตั้งใจที่จะลาจากทุ่งกว้างก่อนที่น้องสาวจะเดินทางมาถึง

แต่ในขณะที่เสือน้อยเรียงก้อนหินอยู่นั้น สายลมก็พัดเอากลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่แสนละมุนละไม ล่องลอยเหมือนกับจะมาปลอบให้เสือน้อยไม่รู้สึกเศร้าใจจนเกินไปนัก เจ้าเสือน้อยลืมไปว่า กลิ่นหอมที่มันกำลังสูดดมอยู่นี้เป็นกลิ่นหอมของใครคนหนึ่งที่มันรักมากที่สุด และเมื่อเสือน้อยหันหลังกลับเพื่อให้ที่จะเดินทางออกจากทุ่งกว้าง ภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าของมันก็คือ ภาพของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งกำลังยืนมองมันอยู่ด้วยแววตาที่ท่วมท้นไปด้วยความกังวลใจใจ

เวลาในขณะนั้นดูเหมือนว่าจะหยุดนิ่งลงชั่วขณะ

เสือน้อยรู้สึกเคร่งเครียดจนแทบจะทำอะไรไม่ถูก แต่ก่อนที่เสือน้อยจะพูดหรือทำอะไรลงไป น้องสาวก็เก็บความกล้าและบอกว่าคุณมีความลับบางสิ่งบางอย่างที่อยากเปิดเผยให้เสือน้อยได้รับรู้

เพียงครู่หนึ่งหลังจากนั้น พระอาทิตย์ก็ค่อย ๆ โผล่พ้นจากขอบฟ้าพร้อม ๆ กับการร่ายคาถางึมงัมเด็กหญิงตัวน้อย

เสือสมิงพี่ชายไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าน้องสาวสุดที่รักเป็นเด็กผู้หญิงที่รู้จักวิชาเวทมนตร์ด้วย และเมื่อเด็กหญิงร่ายคาถาอย่างตั้งอกตั้งอกตั้งใจจนเนื้อตัวของคุณสัมผัสกับแสงอาทิตย์ สิ่งมหัศจรรย์ที่เสือน้อยไม่เคยคาดคิดก็ปรากฏขึ้น
ท่ามกลางความเงียบสงัดในป่าแห่งนั้น เสือน้อยไม่รู้เลยว่าน้องสาวแอบสะกดรอยตามมันมาห่าง ๆ และด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์นี้เอง เมื่อถึงที่เหมาะ ๆ เสือน้อยจึงร่ายคาถาคืนร่างกลับแปลงเป็นเสือสมิงดังเช่นทุกวัน

เมื่อน้องสาวเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น เด็กหญิงตัวน้อยก็เผลอส่งเสียงร้องและวิ่งจากไปด้วยความตระหนกตกใจเป็นที่สุด ความลับของเสือน้อยเปิดเผยออกมาโดยที่มันไม่ทันได้ตั้งตัว เสือน้อยตกอกตกใจจนแทบจะทำอะไรไม่ถูก แต่เมื่อมันตั้งสติได้ มันก็บอกกับตัวเองทันทีว่า มันคงไม่อาจสู้หน้าน้องสาวสุดที่รักต่อไปได้อีกแล้ว

ในคืนนั้น เสือน้อยเฝ้าครุ่นนึกถึงน้องสาวจนนอนไม่หลับ มันรู้สึกผิดที่หลอกลวงและทำให้น้องสาวเสียขวัญ เสือน้อยคิดว่ามันควรจะทำอะไรสักอย่างเพื่อให้เป็นการไถ่โทษ ด้วยเหตุนี้ มันจึงลุกขึ้นจากที่นอน แล้วมุ่งหน้าตรงไปยังทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่เพื่อให้แสดงการขอโทษต่อน้องสาวที่มันรัก

ระหว่างทาง เสือน้อยแวะเก็บก้อนหินสีสวย โดยหวังจะนำเอาก้อนหินมาเรียงต่อกันบนท้องทุ่งกว้าง เพื่อให้แสดงความรู้สึกของพี่ชายที่อยากบอกกับน้องสาวเป็นครั้งสุดท้ายว่า มันรู้สึกผิดและต้องการจะขอโทษน้องสาวมากสักเพียงใด

ณ ทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่ เสือน้อยบรรจงเรียงก้อนหินทีละก้อนเป็นคำว่าขอโทษ โดยมันตั้งอกตั้งใจที่จะลาจากทุ่งกว้างก่อนที่น้องสาวจะเดินทางมาถึง

แต่ในขณะที่เสือน้อยเรียงก้อนหินอยู่นั้น สายลมก็พัดเอากลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่แสนละมุนละไม ล่องลอยเหมือนกับจะมาปลอบให้เสือน้อยไม่รู้สึกเศร้าใจจนเกินไปนัก เจ้าเสือน้อยลืมไปว่า กลิ่นหอมที่มันกำลังสูดดมอยู่นี้เป็นกลิ่นหอมของใครคนหนึ่งที่มันรักมากที่สุด และเมื่อเสือน้อยหันหลังกลับเพื่อให้ที่จะเดินทางออกจากทุ่งกว้าง ภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าของมันก็คือ ภาพของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งกำลังยืนมองมันอยู่ด้วยแววตาที่ท่วมท้นไปด้วยความกังวลใจใจ

เวลาในขณะนั้นดูเหมือนว่าจะหยุดนิ่งลงชั่วขณะ

เสือน้อยรู้สึกเคร่งเครียดจนแทบจะทำอะไรไม่ถูก แต่ก่อนที่เสือน้อยจะพูดหรือทำอะไรลงไป น้องสาวก็เก็บความกล้าและบอกว่าคุณมีความลับบางสิ่งบางอย่างที่อยากเปิดเผยให้เสือน้อยได้รับรู้

เพียงครู่หนึ่งหลังจากนั้น พระอาทิตย์ก็ค่อย ๆ โผล่พ้นจากขอบฟ้าพร้อม ๆ กับการร่ายคาถางึมงัมเด็กหญิงตัวน้อย

เสือสมิงพี่ชายไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าน้องสาวสุดที่รักเป็นเด็กผู้หญิงที่รู้จักวิชาเวทมนตร์ด้วย และเมื่อเด็กหญิงร่ายคาถาอย่างตั้งอกตั้งอกตั้งใจจนเนื้อตัวของคุณสัมผัสกับแสงอาทิตย์ สิ่งมหัศจรรย์ที่เสือน้อยไม่เคยคาดคิดก็ปรากฏขึ้น
ท่ามกลางความเงียบสงัดในป่าแห่งนั้น เสือน้อยไม่รู้เลยว่าน้องสาวแอบสะกดรอยตามมันมาห่าง ๆ และด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์นี้เอง เมื่อถึงที่เหมาะ ๆ เสือน้อยจึงร่ายคาถาคืนร่างกลับแปลงเป็นเสือสมิงดังเช่นทุกวัน

เมื่อน้องสาวเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น เด็กหญิงตัวน้อยก็เผลอส่งเสียงร้องและวิ่งจากไปด้วยความตระหนกตกใจเป็นที่สุด ความลับของเสือน้อยเปิดเผยออกมาโดยที่มันไม่ทันได้ตั้งตัว เสือน้อยตกอกตกใจจนแทบจะทำอะไรไม่ถูก แต่เมื่อมันตั้งสติได้ มันก็บอกกับตัวเองทันทีว่า มันคงไม่อาจสู้หน้าน้องสาวสุดที่รักต่อไปได้อีกแล้ว

ในคืนนั้น เสือน้อยเฝ้าครุ่นนึกถึงน้องสาวจนนอนไม่หลับ มันรู้สึกผิดที่หลอกลวงและทำให้น้องสาวเสียขวัญ เสือน้อยคิดว่ามันควรจะทำอะไรสักอย่างเพื่อให้เป็นการไถ่โทษ ด้วยเหตุนี้ มันจึงลุกขึ้นจากที่นอน แล้วมุ่งหน้าตรงไปยังทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่เพื่อให้แสดงการขอโทษต่อน้องสาวที่มันรัก

ระหว่างทาง เสือน้อยแวะเก็บก้อนหินสีสวย โดยหวังจะนำเอาก้อนหินมาเรียงต่อกันบนท้องทุ่งกว้าง เพื่อให้แสดงความรู้สึกของพี่ชายที่อยากบอกกับน้องสาวเป็นครั้งสุดท้ายว่า มันรู้สึกผิดและต้องการจะขอโทษน้องสาวมากสักเพียงใด

ณ ทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่ เสือน้อยบรรจงเรียงก้อนหินทีละก้อนเป็นคำว่าขอโทษ โดยมันตั้งอกตั้งใจที่จะลาจากทุ่งกว้างก่อนที่น้องสาวจะเดินทางมาถึง

แต่ในขณะที่เสือน้อยเรียงก้อนหินอยู่นั้น สายลมก็พัดเอากลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่แสนละมุนละไม ล่องลอยเหมือนกับจะมาปลอบให้เสือน้อยไม่รู้สึกเศร้าใจจนเกินไปนัก เจ้าเสือน้อยลืมไปว่า กลิ่นหอมที่มันกำลังสูดดมอยู่นี้เป็นกลิ่นหอมของใครคนหนึ่งที่มันรักมากที่สุด และเมื่อเสือน้อยหันหลังกลับเพื่อให้ที่จะเดินทางออกจากทุ่งกว้าง ภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าของมันก็คือ ภาพของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งกำลังยืนมองมันอยู่ด้วยแววตาที่ท่วมท้นไปด้วยความกังวลใจใจ

เวลาในขณะนั้นดูเหมือนว่าจะหยุดนิ่งลงชั่วขณะ

เสือน้อยรู้สึกเคร่งเครียดจนแทบจะทำอะไรไม่ถูก แต่ก่อนที่เสือน้อยจะพูดหรือทำอะไรลงไป น้องสาวก็เก็บความกล้าและบอกว่าคุณมีความลับบางสิ่งบางอย่างที่อยากเปิดเผยให้เสือน้อยได้รับรู้

เพียงครู่หนึ่งหลังจากนั้น พระอาทิตย์ก็ค่อย ๆ โผล่พ้นจากขอบฟ้าพร้อม ๆ กับการร่ายคาถางึมงัมเด็กหญิงตัวน้อย

เสือสมิงพี่ชายไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าน้องสาวสุดที่รักเป็นเด็กผู้หญิงที่รู้จักวิชาเวทมนตร์ด้วย และเมื่อเด็กหญิงร่ายคาถาอย่างตั้งอกตั้งอกตั้งใจจนเนื้อตัวของคุณสัมผัสกับแสงอาทิตย์ สิ่งมหัศจรรย์ที่เสือน้อยไม่เคยคาดคิดก็ปรากฏขึ้น

เมื่อแสงแดดอาบผิวกายของเด็กหญิงได้สักพัก ร่างกายของคุณก็ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงแปลงเป็นต้นไม้ที่มีดอกไม้หลากสีส่งกลิ่นหอมชวนให้หลงใหล

นี่คือดอกไม้มายา…สิ่งมหัศจรรย์หนึ่งในสองอย่างแห่งป่าเวทมนตร์ที่สามารถแปลงกายได้ตามใจปรารถนา

ความลับที่เสือน้อยเฝ้าปกปิดน้องสาวมาโดยตลอดก็คือความลับเดียวกันกับที่น้องสาวอยากบอกพี่ชายให้รับรู้

เมื่อความจริงทั้งหมดปรากฏขึ้น ทั้งพี่เสือและดอกไม้ต่างก็ดีใจไม่แพ้กัน ถึงตอนนี้ เสือน้อยกับดอกไม้ก็สามารถที่จะเป็นพี่น้องกันได้อย่างไม่มีปัญหา

และแล้ว…เรื่องราวของสองพี่น้องนักแปลงกายก็ปิดฉากลงได้อย่างสุขสบาย

ส่มภัคเสี่ยน

ก่อนจากลาไปเรียนต่อกรุงเทพ ส้ม (บุษราคัม วงษ์คำเหลา)สาวพนมคนงามก็ให้สัญญากับ เสี้ยน (ภาคิน คำวิลัยศักดิ์) ว่าจะไม่ลืมชายหนุ่มบ้านนอกอย่างเขา แต่ไม่นาน ส้มก็พาคู่หมั้นกลับบ้านเพื่อให้มาแต่งงานทำให้ เสี้ยน แทบคลั่งที่คนรักเปลี่ยนใจจากเขาไปอย่างง่ายดายโดยไม่รู้เลยว่า ภัค (รุ่งรัตน์ เหม็งพานิช) สาวน้อยเจ้าของร้านทอง แอบรักเขามานานแล้ว ในขณะที่พระมหาชัย (เพ็ชรทาย วงษ์คำเหลา) ต้องคอยประกันตัว บรรจง (คริสโตเฟอร์ โจนาธาน รอย เชฟ) ชายหนุ่มอีสานหน้าฝรั่งขี้เมาที่มักมีเรื่องติดคุกจนเมียเริ่มระอา

 

วัดรอยเท้าพ่อด้วยหนังตลก ?

มองจากหน้าหนังแล้วคงเดาได้ไม่ยากว่า ส่มภัคเสี่ยน มุ่งขายคนดูในกลุ่มประชาชนโดยเฉพาะภาคอีสานเป็นหลัก ทั้งดาราแม่เหล็กที่คิดไว้แล้วว่าดึงคนมาดูได้แน่ๆอย่าง โตโน่ ภาคินทร์ และ ไข่มุก รุ่งรัตน์ มาเสริมทัพ หม่ำ จ๊กม๊ก ในบทพระมหาชัย พ่วงด้วย แจ๊ส ชวนชื่นในบทหลวงพี่แจ๊ส และถ้ายังไม่พอ หนังยังได้ เพชร สหรัตน์ ศิลปินขวัญใจชาวอีสานมาเรียกแขกให้กับหนังตลกที่เล่าเรื่องราวง่ายๆอย่างความรัก มุกตลกในแวดวงพระ และอารมณ์สำนึกรักบ้านเกิด แต่ใช่ว่าหนังที่เล่าเรื่องราวง่ายๆจะจัดการให้ทุกองค์ประกอบออกมาพอดีและเป็นหนังที่ดีได้เสมอไป และโดยที่เราไม่ประเมินค่าหนังแต่เพียงภาพลักษณ์ภายนอก การกำกับหนังเรื่องแรกของ เอ็ม บุษราคัม วงษ์คำเหลา ก็ไม่ต่างจากการทำอาหารจานแรกให้อร่อย ยิ่งชื่อหนังเพี้ยนมาจากชื่ออาหารอีสาน อย่าง ส้มผักเสี้ยน (ที่เราอาจเรียกเก๊ๆว่า กิมจิอีสาน) ที่ยิ่งต้องลงแรงทั้งบีบทั้งคั้น ในทุกองค์ประกอบของหนังให้ออกมาพอดีที่สุด แม้ว่าจุดขายอยู่ที่ดาราแต่เรื่องราวและจังหวะในการนำเสนอของมันต่างหากที่จะทำให้หนังออกมาแซ่บนัวร์ที่สุด แต่ผลลัพธ์ที่ออกมากลับไม่ต่างจากหนังตลกที่พ่อของคุณทำเท่าใดนัก

 

สิ่งที่น่าเสียดายชั้นแรกคงหนีไม่พ้น เมื่อคนดูได้เห็น หม่ำ จ๊กม๊ก เราก็แทบไม่เหลือคว%

ขุนพันธ์ 2 (Khun Pan 2)

“เรากำลังล่มสลายในแง่ของความรู้สึก หัวจิตหัวใจเราไร้ที่ยึดเหนี่ยวเหลือเกิน เราไม่มีฮีโร่อีกแล้ว เราเลิกเชื่อฮีโร่ไปแล้ว ถ้าผมสามารถทำให้เรื่องราว ‘ขุนพันธ์’ ให้เป็นฮีโร่ไทยๆ ในจักรวาลที่เรียบง่ายแบบเราได้ ถ้ามันกู้วิกฤติศรัทธาบางอย่างได้ แค่นี้ก็คุ้มแล้วครับ…” (ก็งเกียรติ โขมศิริ-ผู้กำกับ)

ภายหลังจากที่ ดูหนังใหม่ออนไลน์ “ขุนพันธ์” (อนันดา เอเวอริงแฮม) ปราบ “อัลฮาวียะลู” มหาโจรผู้เลื่องชื่อจากภาคใต้ ก็ได้มีโอกาสหาความรู้และฝากตัวเป็นศิษย์กับเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงหลายๆ สำนัก พร้อมกำราบโจรอีกหลายก๊กหลายเหล่า ท่านขุนถูกเรียกตัวมาประจำการในพื้นที่ภาคกลาง แต่ด้วยวิถีที่เขาเลือกเป็นกลับทำให้ต้องเผชิญกับอุปสรรคและความจริงที่ว่าผู้คนไม่ศรัทธาตำรวจ เลือกกฎหมู่แทนกฎหมาย ชาวบ้านลุกขึ้นมาเป็นโจร ข้าราชการล้วนหาผลประโยชน์ใส่ตัว ลูกน้อง-เพื่อนตำรวจถูกโจรร้ายฆ่า ตัวขุนพันธ์ทำอะไรไม่ได้แถมถูกให้พักราชการ

ในเมื่อทำดีไม่ได้ดีทำให้ขุนพันธ์ตัดสินใจเข้าร่วมกลุ่มกับ “เสือฝ้าย” (พันเอก วันชนะ สวัสดี) หัวหน้าชุมโจรเชิ้ตดำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภาคกลาง ซึ่งมีอาคมสะกดทุกสิ่งหยุดนิ่งและพละกำลังมหาศาล รวมถึงอำนาจและไพร่พลชนิดที่ว่าตำรวจยังต้องหวั่นเกรง โดยมีมือขวาคนสนิทคือ “เสือใบ” (อารักษ์ อมรศุภศิริ) ผู้มีวิชากระสุนคตและตะกรุดแคล้วคลาด

บารมีของเสือฝ้ายและความภักดีของเสือใบปกครองและแผ่ขยายอาณาเขตไปทั่วสุพรรณบุรี, ชัยนาท, สิงห์บุรี และเขตภาคกลาง การเดินทางสู่ถ้ำเสือชุมโจรของขุนพันธ์ในนาม “เสือบุตร์” จึงเริ่มต้นขึ้น พร้อมบทพิสูจน์ “ใครว่าเสือ 3 ตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้”
จากแรงบันดาลใจที่มีต่อวีรกรรมอันแกร่งกล้าน่าเชิดชูและเป็นที่เคารพศรัทธาของเหล่านายตำรวจพร้อมกัน รวมไปถึงผู้คนทั่วทั้งประเทศ แม้แต่เหล่าเสือโจรผู้ร้ายในอดีตยังยอมก้มหัว จากบทบันทึกเรื่องราวที่เกิดขึ้นตลอดชีวิตของท่านขุนพันธ์ซึ่งมีอายุขัยยืนยาวกว่า1ศตวรรษ (108ปี) ท่านคือ “รายอกะจิ” นายตำรวจวีรบุรุษผู้ผดุงความยุติธรรม ที่กำราบเสือร้ายซึ่งโด่งดังไปทั่วแผ่นดินทั้งเสือภาคใต้ รวมไปถึงเสือร้ายภาคกลาง คือนายตำรวจเพียงหนึ่งเดียวที่ได้รับการบันทึกในแฟ้มอาชญากรรมว่าปราบปรามเสือเยอะที่สุดอย่างที่ไม่เคยมีนายตำรวจคนใดทำได้มาก่อนในประเทศนี้ เป็นเหตุให้เรื่องราวของท่านขุนพันธ์เป็นที่กล่าวถึงและได้รับการเล่าขานอย่างไม่จบสิ้นทั้งเรื่องการปราบโจรผู้ร้าย การสรรสร้างสิ่งดีงามบนแผ่นดิน อิทธิปาฏิหาริย์ ความสามารถในเรื่องพิธีกรรมต่างๆ รวมถึงความเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านสมุนไพร ว่านต่างๆ ตลอดจนเป็นผู้ริเริ่มให้มีการบวงสรวงพระธาตุนครศรีธรรมราชอันเป็นที่มาของการสร้างจาตุคามรามเทพ จนเกิดเป็น “ขุนพันธ์” ภาพยนตร์แอคชั่นเหนือจินตนาการที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาในปีพุทธศักราช 2559 โดย “สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล” จากผลงานการเขียนบทและกำกับภาพยนตร์ของ “ก็งเกียรติ โขมศิริ” เข้าฉายในโรงภาพยนตร์พร้อมความสำเร็จทางด้านรายได้และเสียงตอบรับจากผู้ชมและนักวิเคราะห์ จนกระทั่งตัวภาพยนตร์สามารถคว้ารางวัลต่างๆ จากการประกาศรางวัลทางด้านภาพยนตร์จากหลายเวที โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “รางวัลภาพยนตร์แห่งชาติสุพรรณหงส์” เข้าชิงถึง 6 รางวัล และสามารถคว้ารางวัล “นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม” (กฤษดา สุโกศล แคลปป์), “ออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม” และ “วิธีพิเศษการแต่งหน้ายอดเยี่ยม”

จนกระทั่งปี พ.ศ. 2561 สู่ “ขุนพันธ์2” ภาคต่อมาของเรื่องราวที่สานต่อภารกิจครั้งสำคัญที่เกิดขึ้นในประวัติชีวิตของท่านขุนพันธ์ภายหลังจากพิชิตเสือใต้ที่โหดเหี้ยมและน่าเกรงขามที่สุดอย่างอัลฮาวียะลู โดยครั้งนี้เป็นการขึ้นมาปราบบรรดาเสือภาคกลางที่แผ่ขยายอาณาเขตอิทธิพลไปทั่วสิงห์บุรี, อ่างทอง, ชัยนาท, สุพรรณบุรี โดยเฉพาะ “เสือฝ้าย” และ “เสือใบ” 2 เสือในตำนานเสือไทยที่โด่งดังและครองอาณาจักรชุมเสือที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ด้วยจำนวนเหล่าเสือนับร้อยชีวิต พร้อมการกลับมารวมตัวกันของเหล่าทีมงานมือรางวัลระดับหัวกะทิในด้านต่างๆ ของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยที่ล้วนผ่านประสบการณ์ร่วมกันมาแล้วจากภาพยนตร์เรื่อง “ขุนพันธ์ ภาคแรก” ภายใต้การกลับมาเขียนบทและกำกับภาพยนตร์โดย “ก็งเกียรติ โขมศิริ” และกลับมาสวมชีวิตและจิตวิญญาณในการเป็นขุนพันธ์ของซูเปอร์สตาร์ชายระดับแถวหน้าของเมืองไทยอย่าง “อนันดา เอเวอริงแฮม”

“คือจริงๆ เรื่องราวของท่านขุนพันธ์สามารถทำได้เป็น 10 ภาคเลยนะ ท่านปราบผู้ร้ายเยอะมาก แต่ทุกๆ การปราบของท่าน เราจะได้เห็นการเติบโตของท่าน ท่านเติบโตด้วยวุฒิภาวะ เติบโตในทุกๆ สิ่ง เติบโตด้วยพลังวัด พลังปัญญา เพราะฉะนั้นคนเติบโตได้นี่ บททดสอบที่ท่านเจอมันต้องหนัก เขาเรียกว่ามารไม่มีบารมีไม่เกิด ในเรื่องจริงของท่านการปราบเสือภาคกลางถือว่าเป็นไฮไลต์สำคัญ เสือภาคกลางจริงๆ แล้วก็จะมีหลายท่านนะ มันจะมีเสือมเหศวร เสือดำ เสือย่อม อีกหลายเสือที่ขุนพันธ์มาจัดการ แต่ด้วยภาคนี้เราใช้แนวทางสโคปเอาแค่ ‘เสือฝ้าย’ กับ ‘เสือใบ’ เพราะรู้สึกว่า 2 คนนี้เป็นไฮไลต์ เสือฝ้ายถูกขนานนามเรียกกันว่า ‘จอมพลฝ้าย’ เขาไม่ได้เป็นทหารหรืออะไรถึงได้ตำแหน่งจอมพลนะ แต่ชาวบ้านเชิดชูให้เขาเป็นเหมือนผู้นำ ผู้นำที่ติดอาวุธและมีกองกำลังเป็นของตัวเอง เสื้อฝ้ายนี่ครบเครื่องครบทั้งในเรื่องบารมี เล่ห์กล ความสามารถในการต่อสู้ วิชาอาคม ในขณะเดียวกันเสือใบก็เป็นคนพลิ้วไหว อัธยาศัยดี เขาเป็นคนสนุก แต่จริงๆ เขาเป็นคนเก่งมาก และเขาเก็บงำอะไรบางอย่างไว้ข้างในชีวิตตัวเองเยอะมาก สาเหตุหนักๆ ที่เราเลือกการปราบเสือภาคกลาง เรารู้สึกว่ามันเป็นไฮไลต์ที่มีสีสันดี ซึ่งมันมีดีเทลสนุกๆ หลายตอนมากทั้งในความเป็นจริงและสิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจ

ต้องบอกก่อนว่าหนังเรื่องนี้ เราไม่ได้หยิบเอาความจริงทั้งหมดมานะ แต่ว่ามันเป็นความจริงที่เราเอามาสร้างต่อ มันเป็นแรงบันดาลใจมาสร้างต่อเพื่อความบันเทิงนี่แหละ เขามีเค้าโครงมา มีการปราบเสือฝ้าย เสือใบจริงๆ เรื่องราวของเสือใบเสือฝ้ายมีอยู่จริง และขุนพันธ์ก็เข้าไปปราบจริงๆ คือหนังขุนพันธ์เราพูดมาตั้งแต่ภาค 1 แล้วว่าหนังเรื่องนี้ไม่ได้ถูกดีไซน์มาว่าให้เป็นสารคดีชีวประวัติ แต่เป็นภาพยนตร์เพื่อความบันเทิง และตัวละครหลายๆ ตัวถูกสมมติขึ้น เหตุการณ์หลายๆ เหตุการณ์สมมติขึ้น ถ้าบังเอิญไปตรงกับเหตุการณ์จริงก็เรียกว่าบังเอิญครับ เพราะว่านี่ไม่ใช่ ‘สารคดีขุนพันธ์’ ตรงไหนที่มันจริงก็จริง ตรงไหนที่มันเติมเข้าไปในความบันเทิงมันก็คือความบันเทิง เพราะว่ามันคือภาพยนตร์เพื่อความบันเทิง เราเห็นว่ามีคนทำแล้วสารคดีท่านขุนพันธ์ ลองพิมพ์ยูทูบขึ้นเพียบเลย เพราะฉะนั้นเราก็รู้สึกว่าไม่น่าจะไปทำอะไรอย่างนั้นอีก แล้วก็ถ้าเราจะทำให้คนจดจำท่านขุนพันธ์ ทำให้เด็กใหม่ๆ จดจำท่าน เจตนาเราที่สุดเลยคือเราไม่อยากทำให้ท่านถูกลืม เพราะฉะนั้นการที่เราจะทำให้ท่านไม่ถูกลืม ต้องวางท่านไว้ในรูปแบบนี้ คือมันไม่ได้จริงจังจนเป็นสารคดี มันมีความบันเทิง แต่ในแก่นแท้มันยังมีความเป็นเรื่องเดิมอยู่ เพียงแต่เราจัดให้ท่านเป็นนิยายก็ได้ ให้ท่านเป็นนิทานก็ได้ ให้ท่านเป็นเรื่องเล่าปากต่อปากให้มันสนุก ผมจะดีใจมากถ้ามีเด็กอายุ 12-13 อยากเป็นขุนพันธ์ ผมรู้สึกว่าผมสบายละ ผม ok ละ เรื่องขุนพันธ์มันไม่ควรที่จะรู้จักแค่คนรุ่นใดรุ่นหนึ่ง”