เรื่องย่อระบำเมฆ

ถ้าบอกว่าเกิดมา สวย รวย เก่ง แถมได้แฟนดี คือชีวิตที่น่าอิจฉา ปานมาศ หรือ หนูเล็กคงเป็นผู้หญิงที่น่าอิจฉาไม่น้อย เพราะการที่เป็นบุตรสาวคนเล็กของตระกูลวัฒนาการ เจ้าของ พี เอ็น กรุ๊ป เจ้าพ่อแวดวงก่อสร้างโครงงานยักษ์ใหญ่ โดยมีพี่สาวคนโต เหมือนมาดา และพี่ชายคนรอง เช่นชนก รับหน้าที่ดูแลงานต่อจาก ภานุ วัฒนาการ ผู้เป็นบิดา ทำให้หนูเล็กได้รับอิสระในการที่จะออกมาทำงานที่ตัวเองรัก เปิดร้านเสื้อผ้าทำแบรนด์ TWO of US ของตนกับ พะแพง เพื่อให้นสาวคนสนิท แถมแฟนชายหนุ่มตากล้องที่ทำงานอยู่ด้วยกันอย่าง วาริท ยังแสนดีจนน่าอิจฉา

 

วาริทคบกับหนูเล็กมาพักใหญ่ แต่เพื่อให้นสาวอย่างพะแพง ในฐานะที่ใกล้ชิดที่สุดกลับความรู้สึกว่าหนูเล็กไม่ได้น่าอิจฉาอย่างที่คนอื่นคิด ถึงแม้ว่าตัวหนูเล็กเองจะความคิดว่ามีตัวเองนั้นแสนจะโชคดีที่ได้ผู้ชายแสนดีอย่างวาริท แต่พะแพงกลับมองว่าวาริทรักเพื่อให้นซี้ของคุณจริงหรือเปล่า เพราะถึงแม้วาริทจะดูแลหนูเล็กอย่างดีประหนึ่งหนูเล็กเป็นเจ้าหญิงก็ว่าได้ แต่พะแพงไม่เคยเห็นวาริทจับมือหนูเล็ก หอมแก้ม หรือทำอะไรทีแฟนเขาทำกัน ขนาดที่ถ้าจะถ่ายรูปจับมือพอถ่ายเสร็จก็รีบปล่อย เหมือนกับว่าวาริทต้องการสร้างภาพว่ารักกันแค่นั้น แต่หนูเล็กกลับความคิดว่ามีวาริทให้เกียรติคุณ เพราะฉะนั้นไม่ว่าพะแพงจะคิดต่าง แต่ถ้าพูดไปก็เป็นหมา พะแพงเลยคิดว่าอยู่ห่าง ๆ อย่างห่วง ๆ ดีมากกว่า เพราะจะว่าไปวาริทก็ดูแลหนูเล็กดีอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

 

สำหรับหนูเล็กเองวาริทเป็นที่พึ่งทางใจของคุณ แทบจะเรียกว่าเพียงคนเดียวเลยก็ว่าได้ วาริทเป็นทุกอย่างของหนูเล็ก เพราะที่สังคมภายนอกมองว่าคุณมีชีวิตที่สวยงามนั้นมันเป็นเพียงภาพที่คนมองจากภายนอกเพียงแค่นั้นในใจคุณเอง คุณไม่คิดว่าการที่ได้ออกมาทำสิ่งที่ตัวเองชอบเป็นเพราะพ่อรักคุณมากเลยให้อิสระคุณ ไม่ให้คุณมีส่วนยุ่งเกี่ยวกับกิจการของครอบครัวโดยเด็ดขาด แต่คุณกลับคิดว่าเป็นเพราะภาณุไม่เคยรักคุณเลยต่างหาก

 

แต่ที่ทุกคนไม่รู้ สิ่งที่วาริทกำลังปิดบังทุกคน คือตัวตนที่แท้จริง วาริทแท้จริงแล้วคือ เมฆ สายลับชายหนุ่มจากองค์กรราชสีห์ผู้ชายที่เผ่านาในชีวิตหนูเล็กเพียงเพื่อให้หวังผลประโยชน์การการคบหา ความเกี่ยวเนื่องที่เกิดขึ้นเป็นเพียงแค่เรื่องหลอกลวงแค่นั้นสิ่งที่เขารอคอยคือวันที่หนูเล็กจะพาเขาเข้าไปรู้จักกับครอบครัวของคุณ ครอบครัวที่เมฆต้องการจะได้เข้าไปใกล้ชิดเพื่อให้เอาข้อมูลที่ต้องการมาเปิดโปงภาณุ พ่อของหนูเล็ก

Faith: สุภาพบุรุษยอดองครักษ์ ตอนที่ 10/18

ฮวา ซูอินพาอึนซูออกไปนอกวังแล้วบอกให้อึนซูขี่ม้าที่อึมจาจูงมาให้ อึนซูแย้งว่าคุณขี่ม้าไม่เก่ง ซูอินจึงบอกให้อึนซูหันไปดูหลัง ปรากฏว่าอี ซองเกก็ถูกจับเป็นตัวประกันด้วยเช่นกัน อึนซูโวยวายลั่นว่าทำเช่นนี้ทำไม ซูอินให้เหตุผลว่าคนเป็นหมอย่อมไม่อยากเห็นคนไข้ตายต่อหน้า ด้วยเหตุนี้คุณจึงจับอี ซองเกมาด้วย (ถ้าอึนซูไม่เชื่อฟัง คนไข้ของคุณก็จะถูกฆ่าตาย) และสิ่งที่อึนซูต้องทำก็คือ ติดตามตนและอึมจาไปทำงานบางสิ่งบางอย่าง 

ชเวยองแนะนำให้พระเจ้าคงมินฆ่าคีชอลก่อนแล้วค่อยสืบหาความจริงทีหลัง คีชอลได้ยินดังนั้นจึงทูลพระเจ้าคงมินอย่างไม่สะทกสะท้านว่า ในฐานะพระราชา…พระองค์ควรต้องตัดสินใจและเลือกว่า ใครที่พระองค์ควรหันหลังให้และใครที่ควรอยู่ข้างเคียงพระองค์ ใครที่ควรเสียสละชีวิตและใครที่สมควรได้รับการปกป้อง เมื่อพระเจ้าคงมินสั่งให้ชเวยองวางดาบ คีชอลก็ทูลว่าเป็นการตัดสินพระทัยอันชาญฉลาด พระเจ้าคงมินตัสถามคีชอลว่าเขาต้องการอะไร คีชอลตอบตามตรงว่า "กระหม่อมก็แค่หวังว่าฝ่าบาทจะทรงอยู่เฉยๆ " พระเจ้าคงมินตรัสถามคีชอลด้วยความโกรธว่า เขาต้องการให้พระองค์เป็นเพียงพระราชาหุ่นเชิดงั้นหรือ

คีชอลปฏิเสธโดยบอกว่า ตนแค่อยากให้พระองค์ทรงเป็นพระราชาที่รักและห่วงใยประชาชนของพระองค์ คนที่มีชื่อปรากฏอยู่ในรายชื่อดังที่กล่าวมาแล้วก็เป็นประชาชนของพระองค์เช่นกัน หากพระองค์ทรงรักและเป็นห่วงคนเหล่านั้นก็ควรวางมือเสีย (เลิกคิดที่จะชักชวนพวกเขาให้มาอยู่ข้างพระองค์)  แล้วพวกเขาจะมีชีวิตอยู่ต่อไป เมื่อได้ฟังดังนั้นชเวยองก็ส่งสัญญาณให้ลูกน้องออกไปวิเคราะห์สภาพการณ์

ซูอินและอึมจาพาอึนซูมาหยุดอยู่ที่หน้าบ้านหลังหนึ่ง ซูอินดูรายชื่อแล้วบอกว่าเจ้าของบ้านคือยูน แทยอง อายุ 40 กว่าปี แทยองเห็นคนขี่ม้ามาหยุดที่หน้าบ้านจึงเดินออกมาดู อึมจาไม่รอช้ารีบลงจากหลังม้าแล้วเดินเข้าไปฆ่าแทยองทันที อึนซูเห็นดังนั้นก็แทบช็อค หลังฆ่าแทยองแล้วอึมจาก็สอดจดหมายเข้าไปในปากแทยอง 

คีชอลทูลพระเจ้าคงมินว่า คนแรกในรายชื่อถูกโจรฆ่าตายตอนกลางวันแสกๆ ส่วนคนที่สองก็พึ่งถูกโจรฆ่าตายเช่นกัน คีชอลกำลังจะเอ่ยถึงคนต่อไป แต่พระเจ้าคงมินโกรธจนทนฟังไม่ไหวจึงตวาดใส่คีชอลเสียงดังลั่น ชเวยองทูลพระเจ้าคงมินว่าตนจะออกไปจัดการเรื่องนี้ด้วยตนเอง ระหว่างนี้ขอให้พระองค์ทรงยื้อเวลาเอาไว้ก่อนแล้วตนจะรีบกลับมา ระหว่างนั้นโทลแบและจูซอกนำกำลังไปที่บ้านหลังหนึ่งและพบว่าเจ้าของบ้านถูกฆ่าโดยมีกระดาษทิ่มไว้ที่ปาก เมื่อหยิบกระดาษขึ้นมาดูก็พบข้อความ "หากรู้สึกตัวว่าทำผิดพลาด ก็จงรีบแก้ไขเสีย"

เรื่องย่อ ล่ารักล่าแค้น (Shark) ตอนที่ 9

ระหว่างเดินกลับบ้านแฮอูเล่าให้อีซูฟังว่า เมื่อปีที่แล้วจุนโฮน้องชายของชุนยองเสียชีวิตเพราะเป็นเหยื่อเมาแล้วขับ นับจากนั้นชุนยองก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน จากเดิมที่เคยเป็นเด็กนักเรียนตัวอย่างก็กลายมาเป็นขาใหญ่ในโรงเรียน เขารักน้องชายมากและเคยบอกคุณว่าจะไม่มีวันยกโทษให้คนผิดโดยเด็ดขาด  อีซูสงสัยว่าทำไมแฮอูถึงรู้ลึกรู้จริงเรื่องนี้ แฮอูตอบว่าครอบครัวของคุณและชุนยองสนิทกัน คุณกับชุนยองโตมาด้วยกันและเคยเดินทางท่องเที่ยวด้วยกันบ่อยๆ แฮอูบอกอีซูว่าคุณจะเริ่มเรียนวาดภาพเดือนหน้า ถึงตอนนั้นคุณอาจจะยุ่งมากจนแทบไม่มีโอกาสได้เจอะกัน คุณเลยอยากบอกสถานที่ลับเฉพาะของคุณให้เขารู้  

ในเวลาเดียวกันนั้น พ่อแฮอูก็กำลังตกลงกับผู้ประกาศสาว แต่ดูเหมือนโชคจะไม่เข้าข้างเพราะฮวายองยื่นคำขาดว่าถ้าเขาไม่ยอมหย่ากับเมียก็ให้ไปหาผู้หญิงคนอื่นมาเป็นกิ๊กแทนตน อีซอนพยายามง้อด้วยการมอบบัตรเครดิตให้ฮวายองไว้รูดปรื้ด แต่ฮวายองกลับปัดทิ้ง อีซอนจึงถามด้วยความโมโหว่า "จะเอาเท่าไหร่  อยากได้เงินจากชั้นเท่าไหร่"

ระหว่างที่นั่งอยู่ในรถโรลส์-รอยซ์ "โยชิมูระ จุนนิชิโร่" เห็นข่าวฉาวของอีซอนในหนังสือพิมพ์ เนื้อหาของข่าวบอกว่า ผู้ประกาศสาวลี ฮวายอง ยอมรับว่าคุณถูกโจ อีซอน ผู้ตัดสินผู้จัดการโรงแรมกาย่า คุกคามทางเพศ ในหน้าเดียวกันนั้นยังมีภาพข่าวประธานโจ ซึ่งได้รับยกย่องว่าเป็นชาวเกาหลีที่เหล่าบรรดานักศึกษาให้ความเคารพยกย่องมากที่สุด

อีซอนถูกประธานโจตำหนิที่ไม่สามารถจัดการเรื่องส่วนตัวเองได้ ทั้งยังถูกห้ามไม่ให้เผ่านายุ่งเกี่ยวหรือบริหารงานในบริษัทจนกว่าเรื่องจะเงียบ อีซอนพยายามแก้ตัวว่าข่าวดังกล่าวข้างต้นไม่เป็นความจริงและตนจะแก้ปัญหาทุกอย่างเอง ประธานโจจึงตวาดใส่อีซอนว่าหากยังไม่ยอมปรับปรุงตัวตนจะไม่ให้เขาเป็นผู้สืบทอดกิจการโรงแรม  อีซอนโกรธมากจึงสวนกลับว่า อย่างน้อยตนก็ไม่พรากแม่ไปจากแฮอู ทำให้โดนประธานโจตบจนหน้าคว่ำ

เรื่องย่อ มหัศจรรย์กระบี่เจ้าพิภพ (Swords of Legends) ตอนที่ 9

ผู้อาวุโสแห่งโยวตูแนะให้คุณยายส่งคนไปชิงกระบี่เฝินจี้ที่เทียนยงเฉิงก่อนที่โลกมนุษย์จะถูกกระบี่มารทำลาย แต่ท่านยายแย้งว่าทั้งตนและบรรดาผู้อาวุโสของโยวตูล้วนได้รับบาดเจ็บแล้วจะชิงกระบี่เฝินจี้มาได้อย่างไร ที่สำคัญเทียนยงเฉิงเป็นสำนักเทพที่เต็มไปด้วยสุดยอดมือกระบี่และมีลูกศิษย์ลูกหาอย่างมาก ขืนบุกไปตอนนี้มีหวังไปไม่ถึงปากทางเข้าภูเขาด้วยซ้ำ ทันใดนั้น เปลวเพลิงที่เสาธงเทพก็มอดดับลง ท่านยายจึงรู้ทันทีว่านักพรตจื่ออิ้นพบวิธีปิดผนึกกระบี่เฝินจี้แล้ว ฉิงเสี่ยซึ่งแอบฟังและแอบลุ้นมาโดยตลอดได้ยินดังนั้นก็รู้สึกดีใจที่หยุนซีปลอดภัย
ในที่สุด นักพรตจื่ออิ้นก็จำเป็นต้องพาหยุนซีออกจากสำนักเทียนยงแล้วนำไปฝากให้ประชาชนที่อาศัยรอบๆเชิงเขาช่วยดูแล เมื่อนักพรตจื่ออิ้นเดินออกจากบ้าน หยุนซีซึ่งนิ่งเงียบมาโดยตลอดก็วิ่งตามไปคุกเข่าและก้มศีรษะคำนับแทบเท้านักพรตจื่ออิ้นเพื่อให้เป็นการขอบคุณและอำลา แต่หลังจากคำนับได้ 2 ครั้ง หยุนซีก็หมดสติเพราะถูกพลังมารของกระบี่เฝินจี้แผดเผา  นักพรตจื่ออิ้นจึงนำตัวหยุนซี กลับมาที่สำนักเทียนยงอีกรอบ หลิงเยว่เห็นดังนั้นจึงถามว่าไม่ให้หยุนซีลงจากเขาแล้วหรือ นักพรตจื่ออิ้นกล่าวว่าหยุนซีกับกระบี่เฝินจี้รวมกันเป็นหนึ่งแล้วจึงไม่อาจแยกจากกัน และตนก็ไม่สามารถทอดทิ้งหยุนซีได้เช่นกัน
ในที่สุด นักพรตจื่ออิ้นยอมรับหยุนซีเป็นศิษย์คนที่สองและตั้งชื่อแซ่ให้ใหม่ว่า “ไป๋หลี่ถูซู” เหตุเพราะตอนที่นักพรตจื่ออิ้นไปที่อูเหมิงแล้วได้เจอหยุนซีนัดแรก (ตอนนั้นหยุนซียังเป็นเพียงเด็กแรกเกิด)  เป็นช่วงๆที่ต้นถูซูปกคลุมไปทั่วทั้งพรมแดนตอนใต้  แซ่ใหม่ของหยุนซีคือ “ไป๋หลี่”  (แปลว่า ร้อยลี้) ส่วนชื่อ "ถูซู" นอกจากจะเป็นพืชชนิดหนึ่งแล้ว ยังซึ่งก็คือกำจัดพลังมารและและปลุกวิญญาณของหยุนซีเอง ซึ่งเป็นความปรารถนาของนักพรตจื่ออิ้น (ไม่อยากให้หยุนซีถูกกระบี่มารเฝินจี้เข้าครอบงำ)   
หลังตั้งชื่อแซ่และมอบชีวิตใหม่ให้แล้ว นักพรตจื่ออิ้นก็บอกให้หยุนซีละทิ้งเรื่องราวในอดีตและไม่ต้องกล่าวถึงมันอีก โดยขอให้จำเพียงว่าต่อแต่นี้เขาคือ “ไป๋หลี่ถูซู” 
เรื่องราวต่อจากนี้จะเป็นอย่างไรติดตามชมได้ใน มหัศจรรย์กระบี่เจ้าพิภพ (Swords of Legends)
* เนื้อหาโดย luvasianseries
ผู้แสดงนำ
หลี่อี้เฟิง
รับบท ไป๋หลี่ ถูซู / หานหยุนซี
(นักร้อง/ดารา/ผู้ดำเนินรายการ ชาวจีน)
หยางมี่
รับบท ฟงฉิงเสี่ย
(นักร้อง/ผู้แสดง/นางแบบ ชาวจีน)
อาเจียว  (จิลเลียน ชุง / จง ซินถง)
รับบท องค์หญิงซวิ่นฟาง
(นักร้อง/ผู้แสดง/นางแบบ ชาวฮ่องกง)
เจิ้งส่วง
รับบท เซียงหลิง
(ดาราหนัง ชาวจีน)
เฉียวเจิ้นอวี่
รับบท โอวหยางเส้ากง
(ดาราหนัง ชาวจีน)
หม่าเทียนอวี่
รับบท ฟางหลานเชิง / จินเล่ย
(นักร้อง/ดาราหนัง ชาวจีน)

เรื่องย่อ หนุ่มออฟฟิศพิชิตฝัน (Misaeng) ตอนที่ 12

คือแรมองสูทตัวใหม่ที่แม่อุตส่าห์ซื้อและรีบนำมาให้พลางนึกถึงคำที่แม่พูด เขาจึงนำไปลองสวมในห้องน้ำ ปรากฏว่าสูทมีขนาดพอดีตัวทั้งยังทำให้เขาดูดีขึ้นมาก เขาเห็นภาพตัวเองในกระจกแล้วอดน้ำตาร่วงไม่ได้

หลังขอความร่วมมือจากบรรดาหัวหน้าทีม หัวหน้าก็โอเรียกเหล่าพนักงานฝึกหัดมาประชุมและขอแรงให้มาช่วยตรวจตราปลาหมึกดองที่จะส่งออกไปอเมริกา (พอมองว่าอยู่ดีๆ คือแรก็ใส่สูทหัวหน้าโอจึงทำหน้าแปลกใจ) เขาไม่สนใจว่าปลาหมึกชนิดไหนจะมีราคาสูงกว่า ในเมื่อสินค้าที่จะส่งออกคือปลาหมึกกล้วยดอง ถ้าหากมีปลาหมึกชนิดอื่นปลอมปนเผ่านาก็จะส่งผลกระทบต่อคุณภาพสินค้าและความน่าเชื่อถือของบริษัท  ทุกคนต่างพากันนั่งอึ้งเมื่อได้รับคำสั่งให้ไปคัดแยกลูกปลาหมึกยักษ์ที่โรงงานซีฟู้ด (พวกเขาต่างจบจากสถาบันชั้นนำและมีประวัติที่โดดเด่น)   

เมื่อหัวหน้าโอออกไปแล้ว เหล่าพนักงานฝึกหัดต่างพากันบ่นด้วยความไม่พอใจที่ถูกสั่งให้ไปใช้แรงงาน (คือแรก้มมองสูทตัวใหม่ของตนอย่างเป็นห่วง) หนึ่งในนั้นสงสัยว่าที่ยองอีได้รับการยกเว้นคงเป็นเพราะคุณเป็นผู้หญิง แต่เพ็คกีชี้ว่าหัวหน้าคุณไม่อนุญาตให้ไป ซังฮยอนมองว่าปัญญาชนอย่างพวกตนไม่คู่ควรกับการทำงานที่สกปรกและต่ำชั้นแบบงี้ จึงเปรยว่าการใช้แรงงานน่าจะเหมาะกับคนอื่นมากกว่าพวกตน ทุกคนได้ยินดังนั้นจึงพร้อมใจกันหันไปมองคือแร

หัวหน้าโอตรวจดูไฟล์ที่คือแรจัดระเบียบปฏิบัติและพยายามมองหาไฟล์ของตน (คือแรจัดเรียงโดยแบ่งออกเป็นหมวดหมู่และปี ค.ศ. เพื่อให้แยกไฟล์ที่ไม่เข้าพวกออกมา) คือแรถามว่าผลงานของตนใช้ได้ไหม หัวหน้าโอตอบคำเดียวว่า "ไม่"  ก่อนถามว่าคือแรไม่มีเพื่อให้นใช่ไหม เขาชี้ว่าคือแรจัดกฎระเบียบไฟล์เหมือนกำลังจัดเรียงไดอารี่ส่วนตัว (รู้เรื่องอยู่คนเดียว) และกล่าวแบบปลงๆ ว่าตนไม่ได้คาดหวังอะไรจากคือแรอยู่แล้ว

ในที่สุดเหล่าพนักงานฝึกหัดก็มารวมตัวกันที่โรงงาน ปรากฏว่าทางโรงงานมีชุดกันเปื้อนไม่พอ ทำให้บางคน (ส่วนน้อย – ซึ่งแน่ๆว่าคือแรเป็นหนึ่งในนั้น) ได้แค่ถุงมือ รองเท้าบู๊ท และไขควงขนาดใหญ่ จะถอดสูทออกก็ไม่ได้เพราะต้องทำงานในห้องเย็น ผู้จัดการโรงงานบอกว่าทุกคนต้องทำงานแข่งกับเวลาเพื่อให้รักษาคุณภาพของปลาหมึกดองและตนก็ไม่มีคนมาช่วย โดยปลาหมึกทั้งหมดอยู่ในรถบรรทุกขนาด 3.5 ตันสามคัน และ 4.5 ตันสองคัน เขาบอกให้ทุกคนจับคู่และเข้าไปตรวจทานปลาหมึกดองในตู้แช่แข็งของรถบรรทุก ปรากฏว่าคือแรไม่มีคู่เลยต้องทำงานคนเดียว แถมยังต้องทำงานในรถบรรทุกขนาด 4.5 ตันอีกด้วย

เรื่องย่อ จอมกษัตริย์ตำนานอักษร (Deep Rooted Tree) ตอนที่ 9

ขณะอยู่ภายในห้องกับสองขุนนางคนสนิท อดีตพระราชาซึ่งกำลังเช็ดดาบอย่างทะนุถนอมถามสองขุนนางว่า "พวกเจ้ารู้หรือเปล่าว่าทำไมข้าถึงเร่งให้ฝ่าบาทรีบสั่งประหารคัง ซังอิน" เมื่อขุนนางคนหนึ่งตอบว่า รู้ อดีตพระราชาจึงย้ำให้ทั้งคู่ทำงานอย่างรอบคอบรัดกุม เพราะชิม-อนเป็นถึงพระสสุระของพระราชา และอย่าเปิดช่องให้มีใครคัดค้านการประหารชิม-อนได้โดยเด็ดขาด

แม้จะถูกสั่งให้อยู่เฉยๆ แต่พระเจ้าเซจงกลับเขียนจดหมายขึ้นมาฉบับหนึ่งจากนั้นก็ร้องหามูฮยุล พอรู้ว่าทั้งมูฮยุล เหล่าขันทีและนางใน ตลอดจนข้ารับใช้คนอื่นๆ ล้วนถูกอดีตพระราชาเรียกตัวไป คงเหลือไว้เพียงนางในรุ่นเด็ก พระองค์จึงสั่งให้นางในวัยเด็กคนหนึ่งนำจดหมายไปส่งให้ทาสรับใช้ของใต้เท้าชิม-อนที่ชื่อ "ซง" เพื่อให้ที่ซงจะได้นำจดหมายไปมอบให้ใต้เท้าชิม-อน (ซึ่งกำลังเดินทางกลับมาจากต้าหมิง) ก่อนที่ทหารจะไปถึง  เมื่อนางในคนดังกล่าวมาแล้วข้างต้นไปถึงบ้านใต้เท้าชิม-อน ก็พบว่ายังคงมีประชาชนมามุงดูเหตุการณ์จำนวนไม่ใช่น้อย (ภายในบ้านมีเจ้าหน้าที่ตรึงกำลังอยู่ ขณะที่ทุกคนในบ้านรวมทั้งเหล่าทาสล้วนถูกควบคุมตัว)

เมื่อกอลซัง (ซึ่งถูกใช้ให้ออกไปทำธุระข้างนอก) กลับมาที่บ้านก็พบว่ามีคนอย่างมากมายืนด้อมๆ มองๆ อยู่ที่หน้าบ้าน ราษฎรคนหนึ่งทักกอลซังด้วยความแปลกใจว่าทำไมเขาถึงออกมาอยู่ที่ได้ (ทั้งๆ ที่ทาสคนอื่นล้วนถูกจับมัดอยู่ข้างใน) ทำให้กอลซังโดนเจ้าหน้าที่คนหนึ่งคุมตัวเข้าไปในบ้านทันที ทัมเห็นพ่อโดนจับจึงเผลอร้องเรียก โชคดีที่นางในตัวน้อยเอามือปิดปากทัมไว้ได้ทัน เมื่อคิดว่าทาสทุกคน (รวมทั้งซง) โดนจับหมดแล้ว นางในคนดังที่กล่าวถึงมาแล้วจึงนำจดหมายมามอบให้โตลบ๊กกับพ่อแทน โดยบอกว่าใต้เท้าชิม-อนถูกใส่ร้ายป้ายสีว่าเป็นกบฏจึงต้องรีบนำจดหมายของพระเจ้าเซจงไปมอบให้ใต้เท้าชิม-อนก่อนที่ทหารจะไปถึง โตลบ๊กไม่ไว้ใจนางในคนดังที่กล่าวถึงแล้วจึงถามว่าข้อความในจดหมายคืออะไร นางในตัวน้อยจึงบอกด้วยความรำคาญว่า พระเจ้าเซจงบอกให้ใต้เท้าชิม-อนรีบหนีไป ตราบใดที่เขาไม่ถูกจับพระองค์จะรับผิดชอบทุกอย่างเอง

เรื่องย่อ Liar Game เกมลวงแหล ตอนที่ 3

คิม โซอึน
รับบท นัม ดาจอง
อาชีพ: นักศึกษาที่อยู่ในระหว่างลาพักการศึกษา (ดรอปเรียน) เพราะต้องแบกรับภาระหนี้สินของทางบ้าน / คนว่างงาน (ที่วิ่งหางานพาร์ทไทม์ทำตลอดเวลา) อายุ: 25 ปี

"การวางใจคนอื่นมันผิดนักหรือ?"

"นัม ดาจอง" เป็นหญิงสาวใสซื่อที่ยืนอยู่บนเวทีท่ามกลางคนโกหกหลอกลวง (ในยุคที่คนจิตใจงามถูกตราหน้าว่าเป็น 'คนโง่')  คุณไม่เคยพูดโกหกและโกหกไม่เป็น แถมยังเป็นคนอ่านง่ายเพราะทุกความรู้สึกนึกคิดของคุณจะปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัดผ่านทางสีหน้า ท่าทาง และแววตา แม้จะอยู่ในสนามแข่งขันที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมกลโกงของเหล่าบรรดาคู่แข่งที่พร้อมทำทุกอย่างเพื่อให้เงิน แต่ดาจองก็ยังเลือกที่จะวางใจทุกคน สุดท้ายน้ำใจอันประเสริฐของดาจองที่ทุกคนมองว่าเป็น 'จุดอ่อน' กลับแปลงเป็นอาวุธเด็ดของคุณ

แม่ของดาจองเสียชีวิตตอนที่คุณมีอายุเพียง 10 ขวบ และตอนนี้พ่อของคุณยังหายตัวไปอีกคน สิ่งที่ทั้งคู่ทิ้งไว้ให้ดาจองมีเพียงสองสิ่ง นั่นก็คือใบหน้าที่งดงามกับหนี้ก้อนโต เพื่อให้หาเงินมาใช้หนี้ดาจองต้องวิ่งรอกทำงานพาร์ทไทม์ 2 แห่ง แม้จะทำงานอย่างหนักถึงวันละ 16 ชั่วโมง แต่นับวันดอกเบี้ยก็ยิ่งติดปีกบินจนคุณไล่ตามไม่ทันและนั่นก็ทำให้อนาคตของคุณดับวูบ แต่แล้ววันหนึ่งกระเป๋าที่ภายในมีเงินสด 500 ล้านวอน (กว่า 15 ล้านบาท –  เป็นธนบัตรใหม่เอี่ยมใบละ 5 หมื่นวอน มีทั้งหมดร้อยปึกๆ ละ 5 ล้านวอน) ก็มาอยู่ตรงหน้าคุณ  แน่ๆว่าเงินจำนวนนี้คุณสามารถนำไปปลดหนี้ กลับไปเรียนต่อ และใช้ตามหาพ่อที่กำลังหนีหนี้ได้สบาย ดาจองทั้งช็อคและสับสนเมื่อเห็นเงินสดอย่างมากมหาศาล นับเป็นนัดแรกที่คุณต้องต่อสู้กับความคิดของตนเอง เพราะแม้เงินจำนวนนี้จะทำให้คุณเป็นอิสระและสุขสบายไร้ตื่นตระหนกซึ่งเป็นสิ่งที่คุณไม่เคยสัมผัสมาก่อน  แต่ทว่า…มันไม่ใช่เงินของคุณ!

ระหว่างนำเงินไปส่งมอบให้ตำรวจที่โรงพัก ดาจองได้รับคัดเลือกให้ร่วมรายการเรียลลิตี้โชว์ที่มีเงินรางวัลมหาศาลถึง 1 หมื่นล้านวอน (กว่าสามร้อยล้านบาท) โดยผู้เข้าแข่งขันจำเป็นต้องใช้กลโกงเพื่อให้เอาชนะและต้องแย่งชิงเงินของคู่แข่งมาเป็นของตน และนั่นก็ทำให้ดาจองซึ่งโกหกไม่เป็นจนมีฉายาว่า 'เทพธิดานักศึกษา' ถูกผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ หลอกใช้และหมายหัวว่าเป็นคู่แข่งที่ต้องกำจัดออกเป็นชั้นต้นๆ

เรื่องย่อ หม่าฟู่หยา หัวใจเพื่อบัลลังก์ (The Glamorous Imperail Concubine) ตอนที่ 7

ขุนนางเป่ยฮั่นบีบให้ฮ่องเต้ลงโทษฟู่หย่า มิเช่นนั้นจะนำกำลังทหารมาบุกแคว้นฉู่ อี้ฟางได้ยินดังนั้นก็ยิ้มด้วยความสะใจ หลังถูกคนของตนและพันธมิตรอย่างเป่ยฮั่นกดดันให้ลงโทษพระธิดาอันเป็นที่รัก ฮ่องเต้ก็ถึงกับกุมขมับ ครั้นพอถูกขุนนางเป่ยฮั่นข่มขู่และกดดันมากๆ เข้า ฮ่องเต้จึงสั่งให้ทหารของตนจับกุมขุนนางเป่ยฮั่นคนดังที่กล่าวมาข้างต้น ทหารของทั้งสองข้างจึงชักดาบและตรงเข้าเผชิญหน้ากัน ในขณะที่สภาพการณ์กำลังตึงเครียด รัชผู้สืบสกุลเหลียนเฉิงก็ควบม้าเผ่านาห้ามปรามก่อนที่เรื่องราวจะบานปลาย จากนั้นก็ประกาศว่าตนไปกับฟู่หย่าด้วยความเต็มใจ ไม่ได้เป็นการลักพาตัวอะไร

หลังถวายความเคารพและขอโทษฮ่องเต้แคว้นฉู่แล้ว เหลียนเฉิงก็แจกแจงว่าทั้งหมดเป็นเรื่องเข้าใจผิด ความจริงแล้วตนพึ่งจะมาถึงแคว้นฉู่จึงขอให้องค์หญิงฟู่หย่าพาชมบ้านเมือง เมื่อวานนี้ตนทั้งเมาและป่วยหากไม่ได้ฟู่หย่าช่วยชีวิตเอาไว้ตนคงตายไปแล้ว ฟู่หย่าจึงเป็นผู้มีพระคุณของตน เมื่อคิดว่าเหตุการณ์กลับตาลปัตร อี้ฟางและลูกสมุนจึงนำเรื่องที่ฟู่หย่าพานักโทษแหกคุก บุกรังควานทหารนับสิบ และฝ่าประตูเสวียนอู่มากล่าวอ้างเพื่อให้หาทางลงโทษนางให้ได้ ฟู่หย่าไม่ต้องการให้พระบิดาลำบากพระทัยจึงขอรับโทษตามกฏ สมุนของอี้ฟางได้ยินดังนั้นจึงรีบประกาศให้ลงทัณฑ์ เหลียนเฉิงแย้งว่าฟู่หย่าเป็นถึงองค์หญิงจึงไม่ควรลงโทษต่อหน้าประชาชน สมุนของอี้ฟางแย้งกลับว่าเหลียนเฉิงเป็นคนนอกไม่ควรเผ่านายุ่งเกี่ยว เหลียนเฉิงชี้ว่าฟู่หย่าเป็นผู้มีพระคุณของตนและแคว้นเป่ยฮั่น ตนจึงไม่อาจทนนิ่งดูดาย

หลังฟังอยู่นานอี้ปิงจึงเป็นตัวแทนประชาชนคุกเข่าขอร้องให้ฮ่องเต้ทรงเว้นโทษตายแก่องค์หญิง โดยบอกว่าที่ผ่านมาฟู่หย่าประกอบแต่คุณงามความดีงามและชอบช่วยเหลือผู้คน เหล่าประชาชนได้ยินดังนั้นจึงพากันร้องขอให้ฮ่องเต้ทรงเว้นโทษตายแก่องค์หญิง อี้ฟางและลูกสมุนไม่มีทางเลือกจึงยอมละเว้นโทษตาย แต่ฟู่หย่าควรต้องถูกโบยตามกฏอย่างน้อย 20 ไม้  ฟู่หย่ายอมรับโทษแต่โดยดี ขณะที่คุณกำลังจะโดนโบยฮัวกงกงก็เผ่านาขวาง (เอารองเท้าข้างหนึ่งขว้างใส่หัวเจ้าหน้าที่ๆ กำลังจะลงทัณฑ์) และประกาศว่าถ้าใครกล้าแตะต้องฟู่หย่าแม้เพียงปลายผมตนจะไม่มีวันยอมยกโทษให้

พอรู้ว่าฮ่องเต้เป็นคนกำหนดโทษโบยด้วยตนเอง ฮัวกงกงก็โวยวายและต่อว่าฮ่องเต้ยกใหญ่ ฮ่องเต้แย้งเสียอ่อยว่าตนไม่มีทางเลือก ฮัวกงกงได้ยินดังนั้นก็ยิ่งโมโหจึงบอกว่าเสียแรงที่ตนอุตส่าห์เสี่ยงชีวิตช่วยเหลือฮ่องเต้จนได้ขึ้นครองบัลลังก์ หลังจากนั้นฮัวกงกงก็ขอรับโทษโบยแทนฟู่หย่าในฐานะที่เป็นอาจารย์ โดยอ้างว่าตนสอนลูกศิษย์ไม่ดี ฮ่องเต้ได้ยินดังนั้นจึงรีบสั่งให้โบยฮัวกงกงแทน

เรื่องย่อ ลุ้นรักอีกที…นา มีแร (Marry Him If You Dare) ตอนที่ 11

มีแรไปสมัครคอร์สนักเขียนบทโทรทัศน์ เจ้าหน้าที่คิดว่ามีแรอายุมากแล้วจึงถามว่าทำไมถึงเพิ่งจะมาเริ่มเอาป่านนี้ มีแรตอบว่าที่ผ่านมาคุณเคยส่งใบสมัครและตัวอย่างผลงานไปแล้วหลายที่แต่ไม่มีใครตอบกลับมา เจ้าหน้าที่กล่าวว่าคนอายุขนาดมีแรควรเป็นนักเขียนหลักแล้วด้วยซ้ำ และชี้ว่าหากมีแรพึ่งเริ่มในฐานะเด็กใหม่อาจทำให้ผู้ร่วมงานรู้สึกอึดอัด (ที่มีลูกน้องอายุมากกว่า) ที่สำคัญ คุณมาช้าไปสำหรับคอร์สปัจจุบัน ถึงกระนั้นมีแรก็ยังไม่ยอมแพ้และขนตำราเกี่ยวกับการเขียนบทโทรทัศน์ไปนั่งอ่านที่ร้านกาแฟ

ในที่สุดทีมผลิตก็ยอมเลื่อนการสัมมนามาเป็นตอนหนึ่งทุ่ม แต่จูฮยอนยังไม่วายสงสัยว่าผู้ดำเนินรายการมาร่วมประชุมกับข้างผลิตทำไม เมื่อคิมชินกล่าวว่าเป้าหมายของตนคือการทำเรตติ้งคนดูให้ได้ 20% ทุกคนก็ขำกลิ้ง พีดี "ลี แจซู" (พีดี คือ โปรแกรม ไดเร็คเตอร์ หรือ โปรดักชั่น ไดเร็คเตอร์) แย้งว่ารายการของพวกตนไม่ได้ออกอากาศช่วงไพร์มไทม์ แต่เป็นรายการตอน 6 โมงเช้า คิมชินไม่สนใจและกล่าวต่อว่า 'มิแรนด้า' ต้องการเรตติ้ง 15% แต่ตนจะทำให้ได้ 20% เลยต้องใส่ใจทีม 3 มากเป็นพิเศษ (และนี่ก็เป็นเหตุผลที่เขาต้องร่วมการสัมมนา) จูฮยอนถามคิมชินว่าเขาจะดันเรตติ้งอย่างไรโดยเฉพาะอย่างมากในวันเสาร์ พอคิมชินเสนอให้เล่นเรื่อง 'ประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ' ทุกคนก็ขำกลิ้งอีกรอบ ฮยอนอาพยายามอธิบายว่ากลุ่มคนดูรายการเป็นแม่บ้าน แถมช่วงที่รายการออกอากาศเหล่าแม่บ้านต้องดูแลลูกๆ และสามี คิมชินจึงตัดบทด้วยการบอกให้นำเสนอเนื้อหาในรูปแบบที่สนุกสนาน

จูฮยอนถามคิมชินว่าหัวข้อ 'ประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ' เป็นเรื่องสนุกสำหรับเขางั้นหรือ จากนั้นก็หันไปถามเซจูว่า ในตอนเช้าโดยเฉพาะอย่างมากเช้าวันเสาร์เขาอยากดูรายการทีวีที่นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจหรือเปล่า เซจูกล่าวว่ารายการจะน่าดูไหม อยู่ที่ว่าพวกตนผลิตสินค้าออกมาอย่างไร ทุกคนรู้สึกแปลกใจเมื่อได้ยินเซจูเรียกรายการว่าสินค้า เซจูจึงชี้ว่าพวกตนทำรายการในเชิงพาณิชย์เลยจำเป็นต้องคำนึงถึงผลกำไร คิมชินได้ยินดังนั้นจึงมองว่าเซจูเป็นเด็กใหม่ที่ไม่เข้าใจแวดวงโทรทัศน์ เขาถามเซจูว่าเพิ่งจะเริ่มงานก็เห็นการทำรายการเป็นธุรกิจการค้าแล้วหรือ เซจูสวนกลับว่าถ้าอย่างนั้นรายการทีวีเป็นงานศิลปะหรืออย่างไร จากนั้นก็ชี้ว่าการทำรายการต้องสร้างรายได้และผลกำไรให้กับทางสถานี คิมชินได้ยินดังนั้นก็ไม่พอใจ (และเถียงไม่ออก) เขาพูดประชดว่าอีกหน่อยเซจูคงรุ่งแน่ จากนั้นก็บอกทีมงานว่าตนทำงานร่วมกับเซจูไม่ได้ และให้ส่งเซจูไปหาเงินที่อื่นแทน พูดจบเขาก็เดินออกจากห้องทันที

เรื่องย่อ ก็อบลิน คำสาปรักผู้พิทักษ์วิญญาณ (Guardian: The Lonely and Great God) ตอนที่ 4

หลังจากนั้นก็มีเสียง (ของพระเอก) บรรยายว่า "เขาเป็น น้ำ ไฟ และสายลม… เป็นทั้งแสงสว่าง และความมืดมิด… และครั้งหนึ่งเขาเคยเป็นมนุษย์" ย้อนกลับไปเมื่อหลายร้อยปีก่อน แม่ทัพ "คิมชิน" (ชื่อ "ชิน" จากสกุลคิม) ซึ่งกำลังเหนื่อยล้าหลังกรำศึกอย่างต่อเนื่องมาตลอดสามวันสามคืน ใช้ดาบ (ที่มีภาพแกะสลักรูปก็อบลินและเต็มไปด้วยคราบเลือด) พยุงกายให้ลุกขึ้นท่ามกลางซากศพและห่าธนูในสนามรบ ก่อนเผชิญหน้ากับศัตรูเป็นทัพที่กำลังควบม้าเข้าตรงเผ่านาหาอย่างไม่หวั่นเกรง เขาดึงลูกธนูที่ปักอยู่บนแขนข้างหนึ่งออก แล้วหยิบดาบขึ้นมาเตรียมต่อสู้อีกที ทันใดนั้นก็มีเสียงบรรยายว่า "ใครๆ ต่างเรียกเขาว่า "เทพเจ้า" เนื้อตัวของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด นัยน์ตาทอแสงเป็นประกายขณะใช้ดาบฟาดฟันศัตรู… เขาคือเทพเจ้าแห่งสงครามตัวจริง" 

ด้วยความที่มีศัตรูอยู่รอบกาย แม่ทัพคิมชินจึงแกว่งไกวดาบอย่างบ้าคลั่ง เขาเข่นฆ่าศัตรูที่ดาหน้าเผ่านาหาอย่างไร้ความปราณีจนเลือดสาดกระเซ็นไปทั่วทุกทิศและฟาดฟันทุกสิ่งที่ขวางทาง สายตาของเขาจับจ้องไปที่แม่ทัพของศัตรูและมุ่งตรงเข้าไปหา แม่ทัพศัตรูเห็นดังนั้นจึงรีบถอยหนี แม่ทัพคิมชินเลยกระโดดขึ้นหลังม้าแล้วตามไปฆ่า หลังจากนั้นสงครามจึงยุติลง ขณะนำทัพเดินทางกลับเมืองหลวงประชาชนสองข้างทางต่างพากันออกมาแซ่ซ้องสรรเสริญแม่ทัพคิมชินในฐานะที่เป็นวีรบุรุษของพวกตน

เมื่อไปถึงหน้าประตูวัง ลูกน้องคนสนิทของแม่ทัพคิมชินบอกให้ทหารยามเปิดประตู โดยประกาศด้วยความภาคภูมิใจว่าแม่ทัพคิมชินผู้ยิ่งใหญ่นำชัยกลับมาแล้ว แต่ทหารยามชั้นผู้น้อยกลับไม่ยอมเปิดประตูให้ ทั้งยังเรียกชื่อแม่ทัพคิมชินตรงๆ อย่างดูหมิ่น จากนั้นก็สั่งให้แม่ทัพคิมชินถอดชุดเกราะก่อนรับราชโองการซึ่งนับเป็นการหยามเกียรติของแม่ทัพ เหล่าทหารของแม่ทัพคิมชินได้ยินดังนั้นต่างอึ้งไปตามๆ กัน หลังถูกลูกน้องคนสนิทของแม่ทัพคิมชินโวยใส่ ทหารยามคนดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นก็เรียกแม่ทัพคิมชินด้วยน้ำเสียงอันดุดันว่า "นักโทษกบฏคิมชิน จงถอดชุดเกราะและ…." ลูกน้องคนสนิทของแม่ทัพคิมชินอดรนทนไม่ได้จึงโวยวายอีกทีและชักดาบออกมา แม่ทัพคิมชินรีบปรามลูกน้องและยอมถอดเสื้อเกราะออกแต่โดยดี เหล่าทหารของแม่ทัพคิมชินเห็นดังนั้นจึงพร้อมใจกันทำตาม